ประวัติเจ้าอาวาส

ชีวประวัติของพระราชศีลโสภิต (หลวงพ่อหนูอินทร์  กิตฺติสาโร)

ภาพจากจิตรกรรมฝาผนังศาลาอนุสรณ์ 72 ปี 6 รอบ พระสุขุมวาทเวที

ชาติภูมิ

พระราชศีลโสภิต  ฉายา “กิตฺติสาโร”  เดิมชื่อ หนูอินทร์  ธนคำดี  เกิดวันจันทร์ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 3 ปีชวด ตรงกับวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2479   บิดาชื่อ นายเกื้อ  ธนคำดี  มารดาชื่อ  นางผอง  ธนคำดี   เกิดที่บ้านเลขที่   96  บ้านหลุบ   อำเภอเมือง   จังหวัด กาฬสินธุ์   มีพี่น้องร่วมบิดามารดา  ด้วยกัน  7  คน   เป็นชาย  5  คน  เป็นหญิง 2 คน  พระอาจารย์หนูอินทร์ กิตฺติสาโร เป็นบุตรลำดับที่ 3

ชีวิตในเพศฆราวาส

เมื่อขณะยังเยาว์วัย  เป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่าย  ช่างพูด ช่างเจรจา จึงเป็นที่   รักที่เอ็นดูของบุคคลทั่วไป  บิดาของท่านเป็นผู้นับถือพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด  ชอบ เข้าวัด  รักษาศีลทุกวันพระ  และมักจะนำบุตรไปวัดด้วยเสมอ เพื่อฝึกให้คุ้นเคยกับ พระสงฆ์    เมื่อโตขึ้นพอที่จะเข้าโรงเรียนได้  บิดาก็นำท่านไปฝากเรียนหนังสือที่โรงเรียนเตาไหราษฎร์ผดุง ต. หลุบ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์  จนกระทั้งท่านเรียนจบชั้น  ประถมศึกษาปีที่ 4 ในขณะนั้น

ลูกกำพร้าแม่

เมื่ออายุครบ 12 ปี สิ่งที่ทุกคนในครอบครัวไม่คาดคิดนั้นคือ มารดาของท่านได้ล้มป่วยลงอย่างกะทันหัน ญาติๆ ได้หาหมอมารักษา แต่ก็ไม่สามารถยั้งชีวิตแม่ท่านได้

ชีวิตในวัยหนุ่ม

เมื่อมารดาได้สิ้นแล้ว ครอบครัวของท่านต้องมีภาระหนักขึ้น แต่ท่านก็ไม่เคยย่อท้อ หนักเอา เบาสู้ ไม่เลือกงาน โดยท่านประกอบอาชีพทำนา ทำสวน  เสร็จจากฤดูทำนาบางวันเพื่อน ๆ    ก็ชวนไปจีบสาวแต่ท่านจีบสาวไม่เป็น เที่ยวเตร่สนุกสนานท่านยิ่งไม่ชอบ  เมื่อท่านมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ หน้าที่ของ ลูกผู้ชายไทยต้องผ่านการเกณฑ์ทหาร

สู่ร่มกาสาวพัสตร์

ในช่วงวัยหนุ่ม  ท่านได้เห็นเพื่อบ้านบางคนตอนที่ยังไม่แต่งงานก็รักกันดี พอแต่งงานมีครอบครัว มีลูกด้วยกันความรักก็เริ่มเสื่อมลง เหลือไว้แต่การทะเลาะวิวาทกัน ด้วยเหตุนี้ท่านจึงไม่อยากมีครอบครัว

ในปี   พ.ศ. 2500  ที่หมู่บ้านหลุบ  ชาวบ้านได้ร่วมกันทำบุญเดือน 4 ตามประเพณีไทย  และมีการจัดพิธีอุปสมบทหมู่ขึ้น มีนาคเข้าร่วมอุปสมบท  จำนวน 20 รูป ท่านพระอาจารย์หนูอินทร์  กิตฺติสาโร เป็นบุคคลหนึ่งที่เข้าร่วมในครั้งนี้

การบรรพชาและอุปสมบท

เมื่อพระอาจารย์หนูอินทร์  อายุได้ 21 ปี เต็ม ในปี พ.ศ. 2500ท่านได้บรรพชา และอุปสมบท ในวันพฤหัสบดี ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 4 ปีระกา ซึ่งตรงกับวันที่      13  มีนาคม พ.ศ. 2500  ณ พัทธสีมาวัดโพธิ์ชัย บ้านหลุบ ต.หลุบ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์   โดยมีพระเดชพระคุณเจ้า   พระราชพรหมจริยคุณ   (หลวงปู่สุข) เป็นพระอุปัชฌาย์    ปัจจุบันมีสมณศักดิ์เป็นพระธรรมวงศาจารย์     ตำแหน่ง  ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์  วัดกลาง   (พระอารามหลวง)    อำเภอเมือง  จังหวัดกาฬสินธุ์  พระมหาประพันธ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์  พระมหากรม เป็นพระอนุสาวนาจารย์  ได้รับ      นามฉายาจากพระอุปัชฌาย์ว่า “กิตฺติสาโร”

พระอาจารย์หนูอินทร์   กิตฺติสาโร    หลังจากที่อุปสมบทแล้วท่านจำพรรษาที่วัดโพธิ์ชัย      ได้ศึกษาเล่าเรียน     พระธรรมวินัยที่วัดสว่างอัมพวัน      ท่านได้เรียนนักธรรมชั้นตรี  และสอบนักธรรมชั้นตรีได้  ในปีพ.ศ. 2500  ในปี  พ.ศ. 2501 ท่านได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดป่าพุทธมงคล เป็นสำนักวิปัสสนา  ท่านเรียนนักธรรมชั้นโทและสอบได้    ในปี 2503  ท่านตั้งใจศึกษานักธรรมชั้นเอก     และสอบได้นักธรรมขั้นเอก  ในช่วงนี้พระลูกวัดในวัดป่าพุทธมงคลเริ่มเรียนวิชาครู ส่วนท่านก็ได้สอนนักธรรมชั้นตรี และมีสิทธิ์สอบบรรจุครูมูลด้วย

ธุดงควัตร

หลังจากพระอาจารย์หนูอินทร์ ได้ศึกษาพระธรรมวินัย ท่านก็เบื่อในทางโลก ท่านก็มุ่งสู่การปฏิบัติธรรม นั่งวิปัสสนากรรมฐาน ฝึกสมาธิจิตที่หลุมฝังศพ ผีตายโหง ในป่าช้าว่ามีผีจริงหรือไม่ ปี 2506    ท่านได้มีโอกาสไปฝึกอบรมวิปัสสนา ที่สำนักวัดป่าบ้านเหล่าโพนค้อ จ.สกลนคร และได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้โยมมารดาด้วย ท่านฝึกวิปัสสนาอีกครั้ง จิตท่านก็สงบ มีสมาธิ หลังจากที่ท่านฝึกวิปัสสนากรรมฐานสำเร็จแล้วท่านได้เดินทางกลับ วัดป่าพุทธมงคล แต่การปฏิบัติของท่านยังดำเนินต่อไปโดยสม่ำเสมอ ต่อจากนั้นท่านก็ ออกธุดงค์เพื่อค้นหาอาจารย์ไสยเวท ในเขตภูพานเพื่อศึกษาพุทธคม

เริ่มออกธุดงค์ไปเรื่อยๆ พร้อมกับโยมอุปฐาก ชื่อนายบุญมา ชาวบ้านดอนฉนวน  โดยตั้งใจว่าจะไม่ขอกลับที่เดิม ท่านได้ตั้งจิตอธิฐานไว้ว่า “ชีวิตนี้จะขอมอบอุทิศให้พระพุทธศาสนา”   ประมาณปี 2508 ท่านได้ธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพร ในเทือกเขาภูพาน ซึ่งในสมัยนั้นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิตส์ ก็เริ่มปลุกระดมชาวบ้านอยู่    ท่านเดินทางลัดเลาะจนไปถึงบ้านพังขว้าง เขตจังหวัดสกลนคร ได้พบกับอาจารย์ดำ ซึ่งเป็นฆราวาส ชอบถือศีลปฏิบัติธรรม

ท่านพระอาจารย์หนูอินทร์ ได้ศึกษาวิชาไสยเวทกับอาจารย์ดำหลายอย่าง ซึ่งขณะอาจารย์ดำมีชื่อเสียงโด่งดังมากในเรื่องการลงอักขระ  เลขยันต์    และการลงน้ำมัน สักหมวกเหล็ก และอักขระ ข  ท่านได้นำตำราไสยเวทของอาจารย์ดำมาศึกษา และทดสอบด้วย

พบอาจารย์วิปัสสนากรรมฐาน

ต่อจากนั้นท่านได้ธุดงค์ต่อไป จนมาถึงบ้านส้มโฮง อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร ข้ามเทือกเขาภูพานมาเรื่อยๆ จนมาถึงถ้ำปิ้ง (ถ้ำค้างคาว) เป็นถ้ำเล็กๆ มีอาจารย์วิปัสสนากรรมฐานรูปหนึ่งมีพรรษามากแล้ว ได้เจริญวิปัสสนากรรมฐานอยู่ถ้ำนี้ ชื่อว่า หลวงปู่สีทน แต่ท่านก็ไม่ได้พบหลวงปู่สีทน จึงธุดงค์ต่อไป

จนกระทั้งถึงบ้านตาด เริ่มขึ้นเขาตั้งแต่เช้าถึงบ้านนาไร่เดียว เวลา 20.00 น. เข้าเขต อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ในที่สุดท่านก็ถึงบ้านนาบอน ก่อนที่ท่านจะไปพบกับหลวงปู่สีทน   ท่านหลวงปู่มีญาณวิเศษล่างรู้จิตใจมนุษย์ ก่อนที่พระอาจารย์หนูอินทร์จะมาถึงบ้านนาบอน โยมที่อยู่ที่นั้นเล่าว่า ได้ถามหลวงปู่สีทนว่า “วันไหนหลวงปู่จะกลับ” หลวงปู่ตอบว่า “ตอนนี้ไปไหนไม่ได้หรอกเพราะว่าลูกศิษย์กำลังจะมาหา” พอดีกับพระอาจารย์หนูอินทร์ ธุดงค์มาถึงพร้อมกับโยมอุปฐาก เข้ากราบนมัสการหลวงปู่สีทน

ท่านพระอาจารย์หนูอินทร์  ได้ศึกษาพระธรรมวินัย พุทธคม และฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน กับหลวงปู่สีทน ได้ 7 – 8 วัน ท่านคิดว่าจะติดตามหลวงปู่ไปทุกหนทุกแห่ง ได้ล่วงรู้ถึงหลวงปู่ ท่านกล่าวว่า “ท่านยังไปที่อื่นไม่ได้ เพราะท่านต้องกลับไปสร้างวัดที่บ้าน ลูกศิษย์ ญาติโยมรอท่านอยู่” หลังจากนั้นท่านได้กราบลา หลวงปู่สีทน ธุดงค์ต่อไป

ท่านพระอาจารย์หนูอินทร์ ได้ออกธุดงค์ต่อไปเรื่อยๆ จนถึง จังหวัดเลย ป่าทึกแถบจังหวัดชัยภูมิ  เทือกเขาภูผาแดง  ภูเม้ง   เขตกั้นแดนระหว่าง อำเภอมัญจาคิรี  จังหวัดขอนแก่น  กับ  อำเภอแก้งคร้อ  จังหวัดชัยภูมิ  ชาวบ้านนิมนต์ท่านไปปักกลด ที่ที่เรียกว่า “หินเกิ้ง” ออกธุดงค์ต่อจนพบ หลวงปู่ผาง   จิตฺตคุตฺโต ที่วัดอุดมคงคาคิรีเขต

บุญบารมีการสร้างวัด

หลังจากที่พระอาจารย์หนูอินทร์ พักที่วัดดูน (วัดอุดมคงคาคิรีเขต) เป็นการชั่วคราวแล้วท่านก็ได้ไปกราบลาหลวงปู่ผาง เพื่อเดินธุดงค์กลับวัดป่าพุทธมงคล  ท่านปฏิบัติธรรมที่ต้องอาศัยตัวเองเป็นเครื่องพิสูจน์ ท่านได้ทราบเกี่ยวกับการเดินธุดงค์แล้วว่าเป็นอย่างไร เพื่ออะไร จึงธุดงค์กลับวัดป่าพุทธมงคล

ท่านพระอาจารย์หนูอินทร์ กิตฺติสาโร ได้ศึกษาวิชาพุทธาคม จากหลายอาจารย์ด้วยกัน ทำให้ท่านมีชื่อเสียงโด่งดัง  มีประชาชนเลื่อมใสศรัทธาในตัวท่าน เริ่มมี ลูกศิษย์มากขึ้น ด้วยเหตุที่ว่า ภารกิจทางวัดมีมากขึ้น

การพัฒนาวัดยาอมจะมามากขึ้นตามลำดับ เริ่มสร้างและพัฒนาวัด เช่น พ.ศ. 2508 สร้างกุฏิวิปัสสนา 1 หลัง 6 ห้อง ขนาด 4 x 18  เมตร พ.ศ. 2523 สร้างศาลาการเปรียญ ลักษณะทรงไทย 2 ชั้น 1 หลัง ขนาด 14 x 21 เมตร  พ.ศ. 2528  ได้วางศิลาฤกษ์ เริ่มก่อสร้างอุโบสถ และปัจจุบัน ได้สร้างเสนาสนะจำนวนมาก

จาริกแสวงบุญ

ท่านพระอาจารย์หนูอินทร์ มีปฏิปทาอย่างแน่วแน่ โดยมีความคิดอยู่ที่ว่า ถ้าเรามีความศรัทธาเกิดขึ้นในบวรพุทธศาสนา แล้วเราควรไปนมัสการปูชนียสถาน ที่สำคัญ 4 แห่ง คือ 1. สถานที่ประสูติ 2. สถานที่ตรัสรู้ 3. สถานที่แสดงพระธรรมเทศนา 4. สถานที่ปรินิพพาน  ในประเทศอินเดีย  ด้วยความศรัทธาพระอาจารย์หนูอินทร์      ไปจาริกแสวงบุญประเทศอินเดีย เมื่อ พ.ศ. 2516

สมณศักดิ์ – ที่อยู่ปัจจุบัน

พระราชศีลโสภิต เป็นพระราชาคณะชั้นราช ฉายา กิตฺติสาโร อายุ ๗๔ ปี พรรษา ๕๓ วิทยฐานะนักธรรมชั้นเอก

ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง

๑. ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์
๒. เจ้าอาวาสวัดป่าพุทธมงคล
๓. พระอุปัชฌาย์สามัญ
๔. ที่ปรึกษารองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
๕. เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ แห่งที่ ๑

ประวัติ – สถานะเดิม

ชื่อ หนูอินทร์ นามสกุล ธนคำดี
เกิดวันจันทร์ ขึ้น ๖ เดือน ๓ ปีชวด ตรง กับวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๙ ณ บ้านเลขที่ ๙๖ หมู่ที่ ๑ บ้านหลุบ ต.หลุบ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์
บิดาชื่อ คุณพ่อเกื้อ ธนคำดี
มารดาชื่อ คุณแม่ผอง ธนคำดี มีพี่น้องร่วม

อุปสมบท

เมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๔ ปีระกา ตรงกับวันที่ ๑๓ มีนาคม พ.ศ.๒๕๐๐ ณ วัดโพธิ์ชัย ต.หลุบ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์
ได้รับนามฉายา จากพระอุปัชฌาย์ว่า “กิตฺติสาโร”
พระอุปัชฌาย์ พระครูสุขุมวาทวรคุณ(สุข สุขโณ)

ปัจจุบันมีสมณศักดิ์เป็น

  • พระธรรมวงศาจารย์ ตำแหน่งที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ วัดกลาง (พระอารามหลวง) อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์
  • พระกรรมวาจาจารย์ พระมหาประพันธ์ อนุติพโล วัดกลาง(พระอารามหลวง) อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์
  • พระอนุสาวนาจารย์ พระมหากรม อิสฺสโร วัดศรีบุญเรือง อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์

วิทยฐานะ

  • พ.ศ. ๒๔๙๐ สำเร็จการศึกษาสามัญชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ จากโรงเรียนเตาไหราษฎร์ผดุง ตำบลหลุบ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์
  • พ.ศ. ๒๕๐๓ สอบได้นักธรรมชั้นเอก ในสนามหลวง สำนักศาสน ศึกษาชัยสุนทร อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์
  • พ.ศ. ๒๕๒๕ เข้าโรงเรียนพระสังฆาธิการ ที่วัดกลาง กาฬสินธุ์

ความชำนาญพิเศษ

ชำนาญในการฝึกอบรมวิปัสสนากรรมฐานให้แก่พระภิกษุสามเณร และประชาชนทั่วไป และการบูรณะ ปฏิสังขรณ์ ออกแบบในการก่อสร้างได้เป็นอย่างดี

งานการปกครอง

  • พ.ศ.๒๕๒๘ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าพุทธมงคล ตำบลหลุบ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์
  • พ.ศ.๒๕๓๐ ได้รับแต่งตั้งเป็นรองเจ้าคณะอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
  • พ.ศ.๒๕๓๑ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์
  • พ.ศ.๒๕๓๓ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
  • พ.ศ.๒๕๔๓ ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะ จังหวัดกาฬสินธุ์
  • พ.ศ.๒๕๕๐ ได้รับแต่งตั้งให้เป็น สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ แห่งที่ ๑

งานการศึกษา

  • พ.ศ.๒๕๐๑ ได้รับแต่งตั้งเป็นครูปริยัติธรรม ตำบลหลุบ อำเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์
  • พ.ศ.๒๕๐๒ – ๒๕๒๕ เป็นกรรมการควบคุมห้องสอบธรรมสนามหลวง ณ.วัดกลาง อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์
  • พ.ศ.๒๕๒๖ – ปัจจุบัน เป็นกรรมการอำนวยการสอบธรรม สนามหลวง ณ. วัดกลาง อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์
  • พ.ศ. ๒๕๔๕ – ปัจจุบัน ได้รับการแต่งตั้งจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา

งานเผยแพร่

  • พ.ศ.๒๕๑๕ ได้อบรมปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ให้พระภิกษุสามเณร และอุบาสกอุบาสิกา เป็นเวลา ๑๐ -๑๕ วัน
  • พ.ศ.๒๕๒๕ ได้เป็นประธานการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน เป็นเวลา ๓๐ วัน ทั้งนี้โดยร่วมมือกับพุทธสมาคมจังหวัดกาฬสินธุ์
  • พ.ศ.๒๕๒๖ ได้จัดอบรมวิปัสสนา มีพระสงฆ์ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา รวมทั้งสิ้น ๑,๘๕๐ รูป/คน และได้ร่วมรักษาศีล ฟังธรรม ปฏิบัติ
    วิปัสสนากรรมฐานตลอด ๖ วัน โดยการนำและการอำนวยการของพระพิมลธรรม (อาสภเถระ) วัดมหาธาตุฯ กรุงเทพฯ ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์
  • พ.ศ.๒๕๒๙ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระธรรมทูตประจำอำเภอเมืองกาฬสินธุ์
  • พ.ศ. ๒๕๔๙ ดำเนินการจัดโครงการอบรมศีลธรรม คุณธรรมแก่นักเรียนและเยาวชน
  • พ.ศ. ๒๕๕๐ วัด ได้รับแต่งตั้งให้เป็น สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด กาฬสินธุ์แห่งที่ ๑
  • พ.ศ. ๒๕๕๑ วัดได้ดำเนินการส่งเสริมการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดกาฬสินธุ์แห่งที่ ๑

ทางวัดมีการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ดังนี้

  • มีการทำพิธีวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาวัน มาฆบูชา ตามประเพณีนิยมทั้งทางราชการและทางคณะสงฆ์
  • มีการทำพิธีวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาวันวิสาขบูชา ตามประเพณีนิยมทั้งทางราชการและทางคณะสงฆ์
  • มีการทำพิธีวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอาสาฬหบูชา ตามประเพณีนิยมทั้งทางราชการและทางคณะสงฆ์
  • มีการอบรมศีลธรรมพุทธศาสนิกชนทั่วไปที่มาทำบุญในวันธรรมสวนะ
  • มีการอบรมพระนวกะที่บวชเข้าพรรษา ปฏิบัติกรรมฐาน เป็นเวลา ๗วัน และ ๑๕ วัน
  • มีการอบรมพระใหม่ (นวก)ที่บวชระยะสั้น ๑๐ –๑๕ วัน เป็นต้น
  • ส่งพระภิกษุที่จบปริญญาตรีไปสอนตามโรงเรียนต่างๆ

งานเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนในต่างประเทศ

  • พ.ศ. ๒๕๔๙ – ๒๕๕๑ เดินทางไปจาริกเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนแก่ญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนาที่ประเทศฮ่องกงประเทศอังกฤษ และ ประเทศสก็อตแลนด์ ประเทศมาเลเซีย

ผลงานที่ได้รับ

  • พ.ศ. ๒๕๓๗ ได้รับพระราชทานเสาเสมาธรรมจักร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ประเภทสาขาการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา
  • พ.ศ. ๒๕๓๘ ได้รับเป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง
  • พ.ศ. ๒๕๔ เป็นศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติของกระทรวงศึกษาธิการ
  • พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้รับเป็นวัดพัฒนาตัวอย่างที่มีผลงานดีเด่น
  • พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่ง ๑
  • พ.ศ. ๒๕๕๒ ได้รับเป็นสำนักปฏิบัติธรรมดีเด่นประจำจังหวัด เฉลิมพระเกียรติ ๘๒ พรรษา

ลำดับสมณศักดิ์

  • พ.ศ.๒๕๑๙ ได้รับแต่งตั้งเป็น พระครูฐานานุกรมของเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ พระราชพรหมจริยคุณ (สุข สุขโณ) วัดกลาง กาฬสินธุ์ ที่พระครูใบฎีกาหนูอินทร์ กิตฺติสาโร
  • พ.ศ.๒๕๒๖ เป็นพระครูฐานานุกรมของพระราชพรหมจริยคุณ (สุข สุขโณ) วัดกลาง กาฬสินธุ์ ที่พระครูปลัดหนูอินทร์ กิตฺติสาโร
  • พ.ศ.๒๕๒๘ได้รับพระราชทานเป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอ ชั้นโท ในพระราชทินนามว่า พระครูกิตฺติธรรมสาร
  • พ.ศ.๒๕๓๗ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูเจ้าคณะ อำเภอชั้นเอกในพระราชทินนามเดิม คือ พระครูกิตฺติธรรมสาร
  • พ.ศ.๒๕๔๕ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ ในพระราชทินนามว่า “พระสุขุมวาทเวที”
  • พ.ศ.๒๕๕๑ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ในพระราชทินนามว่า “ พระราชศีลโสภิต วรกิจจานุกิจธาดา มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช”

ตารางปฏิบัติธรรม/วันสำคัญ

January  2018
Mon Tue Wed Thu Fri Sat Sun
   
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31